ส่วน “เรือใบสีฟ้า” นับตั้งแต่ปีใหม่สะดุดแค่เสมอ 2 นัดเท่านั้นที่เหลือเก็บชัยชนะได้ทั้งหมด
แต่การเสมอทั้ง 2 นัด แมนฯ ซิตี้ เสียไป 4 แต้ม มาถึงตอนนี้ เป๊ป กวาร์ดิโอลา กุนซือชาวกระทิงดุและลูกทีม “เรือใบสีฟ้า” คงรู้แล้วว่า 4 แต้มที่เสียไปนั้นมันล้ำค่าขนาดไหน
อย่างไรก็ตาม ลิเวอร์พูล เกมออกไปเยือน อาร์เซนอล เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ก็ถือว่าไม่ง่ายเพราะ “เดอะ กันเนอร์ส” กำลังอยู่ในช่วงท็อปฟอร์มแบบสุดๆ
โดยเฉพาะแนวรับ เบน ไวท์ กับกาเบรียล มากัลเญส ที่ประสานงานกันได้อย่างแข็งแกร่งจูนกันติดหลังจากช่วงแรกๆเมื่อต้นซีซันยังเล่นได้ไม่เข้ากันสักเท่าไร
แต่หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ปรับจูนกันทีละนิดละหน่อยจนลงตัวในที่สุดและกลายเป็นปราการหลังที่แกร่งไม่แพ้ เวอร์จิล ฟาน ไดก์ กับโจแอล มาติป (ลิเวอร์พูล), รูเบน ดิอาส กับอายเมอริค ลาปอร์ต (แมนฯ ซิตี้) หรือติอาโก ซิลวา, เทรเวอร์ ซาโบลาห์ และอันโตนิโอ รูดิเกอร์ (เชลซี)
เท่านั้นยังไม่พอประตูอย่างอารอน แรมส์เดล ผู้รักษาประตูทีมชาติอังกฤษ เซฟได้เหนียวแน่นหนึบ!!
ซึ่งแนวรับของอาร์เซนอลก็แสดงให้เห็นแล้วว่าต่อให้แนวรุกลิเวอร์พูลที่มี ดิโอโก โชตา, หลุยส์ ดิอาซและซาดิโอ มาเน จะแกร่งแค่ไหนก็ยากจะโค่นกำแพงอันแข็งแกร่งของ “เดอะ กันเนอร์ส” ได้
โดย “ปืนใหญ่” สามารถต้านแนวรุก “หงส์แดง” เอาไว้ได้ 53 นาที ก่อนจะเป็นโชตาที่ทะลวงแนวรับอันแข็งแกร่งของอาร์เซนอลได้สำเร็จ
หลังจากขึ้นนำ “หงส์แดง” ก็ยังไม่มีผ่อนเดินหน้าหวังปิดเกมให้ได้ และก็มาได้ประตูขึ้นนำ 2-0 จากโรแบร์โต ฟีร์มิโน
เมื่อขึ้นนำ 2-0 ทุกอย่างก็จบ แม้ว่า “ปืนใหญ่” จะเปิดเกมรุกสู้ขนาดไหนแต่แนวรับของ “หงส์แดง” ก็สุดแกร่งไม่ได้เจาะได้ง่ายๆ
จากชัยชนะเหนืออาร์เซนอลทำให้ “หงส์” ไล่บี้ “เรือใบสีฟ้า” มาเหลือแค่ 1 คะแนนเท่านั้นจาก 29 นัด
จากทีมที่ได้แค่แอบลุ้นแชมป์ตอนนี้ ลิเวอร์พูลกลับมาลุ้นแชมป์เต็มตัวอีกครั้ง
เรียกได้ว่า 9 นัดหลังจากนี้ “เรือใบ” กับ “หงส์แดง” ไม่มีโอกาสที่จะทำผิดพลาดได้
เพราะถ้าใครพลาดปุ๊บแชมป์พรีเมียร์ลีกแทบจะหลุดลอยไปทันที!!!
ติดตามข่าว : devepatton.com