พวกเขาจะเริ่มต้นด้วยเกมพบ นอริช ทีมรองบ๊วยที่มีดีกว่าพวกเขาแค่ 1 ประตูที่ทำได้ จากนั้นก็จะเดินทางไปเยือน เบิร์นลี่ย์ ก่อนจะเปิดบ้านต้อนรับ สปอร์ส ในเกมนอร์ทลอนดอนดาร์บี้ และก็ไปเจอ ไบรท์ตัน ที่เอเม็กซ์ สเตเดี้ยม เกมเหล่านั้นไม่มีพื้นที่ว่างสำหรับความผิดพลาดให้ อาร์เตต้า อีกแล้ว แม้ เดอะ กันเนอร์ส จะไม่ต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีม แต่พวกเขาก็คงจะหมดความอดทนแน่หากเกมพวกนั้นไม่ได้มีผลการแข่งขัน และฟอร์มการเล่นที่ดีขึ้น

"หวังว่าเราจะได้ผู้เล่นบางคนกลับมา" อาร์เตต้า กล่าว "เราเสียนักเตะหลายคนในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา หวังว่าบางคนจะกลับมาอยู่ในสภาพที่ดี" "ตอนนี้เป็นเวลาที่จะไตร่ตรอง มองเข้าไปในกระจก และพยายามเปลี่ยนจังหวะในทันที เพราะเราต้องได้ผลการแข่งขัน" การกลับมาของ โธมัส ปาร์เตย์ น่าจะทำให้ อาร์เซน่อล แข็งแกร่งขึ้น โดยมิดฟิลด์รายนี้จะกลับมาซ้อมในสัปดาห์หน้า หลังจากได้รับบาดเจ็บข้อเท้าในช่วงปรีซีซั่น นอกจากนี้ เบน ไวท์ และ กาเบรียล มากัลเญส ก็น่าจะพร้อมกลับมาเป็นตัวเลือกได้อีกครั้ง และทั้งคู่ก็น่าจะฟื้นฟูเกมรับที่ดูโกลาหลในช่วงเริ่มต้นฤดูกาลใหม่ได้ไม่มากก็น้อย ความจริงที่ว่า เซอัด โคลาซินัช คือคนที่ อาร์เซน่อล พยายามขายทิ้งมาตลอดซัมเมอร์ แต่ดันมาเป็นตัวจริงในเกมกับ แมนฯ ซิตี้ แค่นี้ก็สรุปได้แล้วว่ามันเป็นสิ่งเลวร้ายมากแค่ไหน ในขณะที่เรายังได้เห็นถึงการตัดสินใจที่แปลกๆ อีกหลายอย่างจากสโมสร อาร์เซน่อล ใช้เงินไปกว่า 130 ล้านปอนด์ ในการเซ็นสัญญาแข้งใหม่ในซัมเมอร์นี้ ซึ่งมากที่สุดในลีกเมืองผู้ดี แต่กลับมีเพียงคนเดียวเท่านั้นคือ มาร์ติน โอเดการ์ด ที่ได้ลงเล่นในเกมที่เอติฮัด สเตเดี้ยม อารอน แรมส์เดล, อัลเบิร์ต แซมบี้ โลคองก้า และ นูโน่ ตาวาเรส ล้วนเป็นตัวสำรองที่ไม่ได้ลงเล่นทั้งหมด ขณะที่ ไวท์ ก็เล่นไม่ได้เนื่องจากติดเชื้อโควิด-19 ด้วยความที่ อาร์เซน่อล ต้องการปรับปรุงสถานะตัวเองที่จบอันดับ 8 มา 2 ฤดูกาลติด คุณต้องตั้งคำถามแล้วล่ะว่าทำไมเงินจำนวนมากจึงถูกใช้ไปกับนักเตะที่ไม่พร้อมจะสร้างผลกระทบในทันที อ่านต่อ
|